/

/

รายละเอียดบทความ

รายละเอียดบทความ

ไอโอดีนกับต่อมไทรอยด์: กินเท่าไหร่ถึงพอดี ไม่มากไม่น้อยเกินไป

ไอโอดีนกับต่อมไทรอยด์: กินเท่าไหร่ถึงพอดี ไม่มากไม่น้อยเกินไป

Image

ไอโอดีนกับต่อมไทรอยด์: กินเท่าไหร่ถึงพอดี ไม่มากไม่น้อยเกินไป

ไอโอดีนเป็นแร่ธาตุที่หลายคนรู้จักในแง่ "กินให้พอ ไม่ขาด" เพราะการขาดไอโอดีนอาจนำไปสู่โรคคอพอก แต่มีอีกด้านหนึ่งที่คนพูดถึงกันน้อยกว่า นั่นคือการได้รับไอโอดีน "มากเกินไป" ก็ส่งผลเสียต่อร่างกายได้เช่นกัน โดยเฉพาะในคนที่มีปัญหาต่อมไทรอยด์อยู่แล้ว

ไอโอดีนสำคัญกับร่างกายอย่างไร

ไอโอดีนเป็นวัตถุดิบสำคัญที่ต่อมไทรอยด์ใช้ในการผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ ซึ่งควบคุมระบบเผาผลาญของร่างกาย การเจริญเติบโต และการทำงานของอวัยวะต่างๆ ร่างกายต้องการไอโอดีนในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่มากไม่น้อยเกินไป เพื่อให้ต่อมไทรอยด์ทำงานได้อย่างสมดุล

เมื่อไอโอดีนมากเกินไปก็เป็นปัญหาได้

หลายคนเข้าใจว่ายิ่งกินไอโอดีนมากยิ่งดี แต่ในความเป็นจริง การได้รับไอโอดีนมากเกินความจำเป็นอาจกระตุ้นหรือทำให้อาการของโรคต่อมไทรอยด์บางชนิดแย่ลงได้ เช่น

  • ผู้ป่วยไทรอยด์เป็นพิษ (Hyperthyroidism) ที่แพทย์มักแนะนำให้จำกัดไอโอดีนในบางช่วงของการรักษา

  • ผู้ป่วยที่เตรียมตัวก่อนสแกนไทรอยด์ด้วยไอโอดีนกัมมันตรังสี ซึ่งจำเป็นต้องควบคุมปริมาณไอโอดีนในอาหารอย่างเคร่งครัดก่อนการตรวจ

  • ผู้ที่มีภาวะไทรอยด์อักเสบบางชนิด ที่ไอโอดีนส่วนเกินอาจกระตุ้นให้อาการกำเริบ

กลุ่มคนเหล่านี้มักได้รับคำแนะนำจากแพทย์ให้เลี่ยงอาหารและเครื่องปรุงที่มีไอโอดีนสูง ซึ่งอาจเป็นเรื่องยากในทางปฏิบัติ เพราะเกลือเสริมไอโอดีนถูกใช้อย่างแพร่หลายในเครื่องปรุงรสหลายชนิดตามมาตรการป้องกันโรคขาดไอโอดีนของประเทศ

ปริมาณไอโอดีนที่แนะนำต่อวัน
  • คนทั่วไป (ผู้ใหญ่): ควรได้รับไอโอดีนประมาณ 150 ไมโครกรัมต่อวัน ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกและกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งคิดง่ายๆ คือไม่ควรเกินปริมาณเกลือเสริมไอโอดีนประมาณ 1 ช้อนชาต่อวัน

  • หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร: ต้องการไอโอดีนสูงกว่าคนทั่วไป เนื่องจากเป็นช่วงที่ร่างกายต้องการฮอร์โมนไทรอยด์มากขึ้นเพื่อการเจริญเติบโตของทารก จึงควรได้รับคำแนะนำเฉพาะจากแพทย์

  • ผู้ที่ต้องควบคุมไอโอดีนต่ำ (Low Iodine Diet): สำหรับผู้ป่วยที่เตรียมตัวเข้ารับการรักษาด้วยไอโอดีนกัมมันตรังสี (เช่น ผู้ป่วยมะเร็งไทรอยด์หรือไทรอยด์เป็นพิษ) แพทย์มักแนะนำให้จำกัดไอโอดีนให้ น้อยกว่า 50 ไมโครกรัมต่อวัน เป็นระยะเวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ก่อนเข้ารับการรักษา เพื่อให้ต่อมไทรอยด์ "หิว" ไอโอดีนและดูดซึมไอโอดีนกัมมันตรังสีได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ตัวเลข 150 ไมโครกรัมกับ 50 ไมโครกรัมต่างกันถึง 3 เท่า นี่คือเหตุผลว่าทำไมผู้ป่วยกลุ่มนี้จึงต้องอ่านฉลากอาหารและเครื่องปรุงอย่างละเอียดเป็นพิเศษ เพราะแม้แต่เกลือเสริมไอโอดีนปริมาณเล็กน้อยในแต่ละมื้อก็อาจทำให้เกินเป้าหมายที่แพทย์กำหนดได้ง่ายกว่าคนทั่วไปมาก ทั้งนี้ ปริมาณที่เหมาะสมในแต่ละกรณีควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือนักกำหนดอาหารเป็นหลัก เนื่องจากอาจแตกต่างกันไปตามภาวะโรคและแผนการรักษาของแต่ละบุคคล

แหล่งไอโอดีนที่พบได้บ่อยในอาหาร
  • เกลือเสริมไอโอดีน (Iodized salt) ซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบพื้นฐานในเครื่องปรุงรสหลายชนิด

  • อาหารทะเล สาหร่าย

  • ผลิตภัณฑ์จากนม

  • ไข่แดง

สิ่งที่ควรทำหากมีความเสี่ยงเรื่องไทรอยด์
  1. หากมีโรคประจำตัวเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์ ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารก่อนว่าควรจำกัดไอโอดีนในระดับใด

  2. อ่านฉลากเครื่องปรุงรสว่าใช้เกลือเสริมไอโอดีนหรือไม่ หากไม่มีการระบุ อาจต้องสอบถามผู้ผลิตโดยตรง

  3. ในช่วงที่แพทย์แนะนำให้งดไอโอดีน เช่น ก่อนสแกนไทรอยด์ ควรเลือกเครื่องปรุงที่มีไอโอดีนต่ำเป็นพิเศษ และหลีกเลี่ยงอาหารทะเลหรือสาหร่ายชั่วคราว

  4. สำหรับคนทั่วไปที่ไม่มีปัญหาไทรอยด์ ไม่จำเป็นต้องกังวลมากนัก เพียงกินอาหารให้หลากหลายและไม่มากเกินพอดีก็เพียงพอ

สรุป

ไอโอดีนเป็นแร่ธาตุที่ต้อง "พอดี" ไม่ใช่ยิ่งมากยิ่งดี โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีภาวะเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์ การรู้จักเลือกเครื่องปรุงรสที่เหมาะกับสภาพร่างกายของตัวเอง และปรึกษาแพทย์เมื่อจำเป็น จึงเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพที่มักถูกมองข้ามไป

BLOG & NEWS

บทความและข่าวสารอื่นๆ

บทความและข่าวสารอื่นๆ

บทความและข่าวสารอื่นๆ