
ผู้ใหญ่ควรได้รับโซเดียมไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งเทียบเท่ากับเกลือป่นประมาณ 5 กรัม หรือราว 1 ช้อนชาเท่านั้น (อิงตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก หรือ WHO)
ตัวเลขนี้คือคำตอบสั้น ๆ สำหรับคำถามที่ว่า ควรกินโซเดียมวันละเท่าไหร่ แต่ในความเป็นจริง คนไทยส่วนใหญ่บริโภคโซเดียมเฉลี่ยถึง 3,636 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งสูงกว่าค่าแนะนำเกือบ 2 เท่าตัว การทำความเข้าใจว่าโซเดียมมาจากไหน และร่างกายเราต้องการมันจริง ๆ เท่าไร จึงเป็นก้าวแรกของการดูแลสุขภาพมื้ออาหารที่ดีครับ
โซเดียมคืออะไร และร่างกายจำเป็นต้องใช้หรือไม่ ?
โซเดียม (Sodium) คือแร่ธาตุชนิดหนึ่งที่มีหน้าที่สำคัญในการควบคุมสมดุลน้ำในร่างกาย ช่วยรักษาความดันโลหิต และจำเป็นต่อการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ดังนั้น ร่างกายมนุษย์จึง "จำเป็นต้องใช้โซเดียม" อย่างขาดไม่ได้
แต่จุดสำคัญคือ ร่างกายของเราต้องการโซเดียมในปริมาณที่น้อยมาก ๆ องค์การอนามัยโลก (WHO) ประเมินความต้องการโซเดียมขั้นต่ำของร่างกายไว้ที่ระดับต่ำกว่า 500 มิลลิกรัมต่อวันเท่านั้น ซึ่งหมายความว่าในคนที่มีสุขภาพปกติ โอกาสที่จะขาดโซเดียมนั้นแทบไม่มีเลย ปัญหาด้านสุขภาพของคนไทยจึงไม่ใช่การกินโซเดียมไม่พอ แต่เป็นการรับโซเดียม เกินเพดาน ที่ร่างกายรับไหวต่างหาก
แนวทางปริมาณโซเดียมต่อวันควรอ้างอิงจากแหล่งใด
เวลาเราค้นหาข้อมูลเรื่องโซเดียม มักจะเจอตัวเลขหลายชุดที่ทำให้สับสน ตารางด้านล่างนี้จะช่วยจัดระเบียบตัวเลขให้เข้าใจง่ายขึ้น
ปริมาณโซเดียม | ความหมายและแหล่งอ้างอิง |
น้อยกว่า 500 มก./วัน | ปริมาณความต้องการขั้นต่ำโดยประมาณ เพื่อให้ร่างกายทำงานได้ปกติ (อ้างอิง: WHO) |
ไม่เกิน 2,000 มก./วัน | เพดานสูงสุด ที่แนะนำสำหรับผู้ใหญ่ทั่วไป (อ้างอิง: WHO และกรมอนามัย) |
ไม่เกิน 2,300 มก./วัน | เพดานสูงสุดตามแนวทางโภชนาการของสหรัฐอเมริกา (ไม่ใช่ความต้องการขั้นต่ำ) |
อีกจุดที่คนมักสับสนคือ "เกลือ" กับ "โซเดียม" ไม่ใช่สิ่งเดียวกันเสียทีเดียว เกลือแกงที่เราใช้ (Sodium Chloride) มีโซเดียมเป็นส่วนประกอบอยู่ประมาณ 40% สูตรแปลงค่าจำง่าย ๆ คือ เกลือ 5 กรัม (1 ช้อนชา) ≈ โซเดียม 2,000 มิลลิกรัม
สำหรับเด็ก ปริมาณโซเดียมที่ควรได้รับจะน้อยกว่าผู้ใหญ่ โดย WHO แนะนำให้ปรับลดเพดานสูงสุดลงตามสัดส่วนพลังงานที่เด็กแต่ละวัยต้องการครับ
โซเดียมไม่ได้มาจากเกลือเพียงอย่างเดียว
ความเค็มไม่ใช่ตัวชี้วัดโซเดียมที่แม่นยำเสมอไป อาหารหลายอย่างไม่เค็มแต่กลับมีโซเดียมแฝงอยู่สูง เราสามารถแบ่งแหล่งที่มาของโซเดียมออกเป็น 4 กลุ่มง่าย ๆ ดังนี้
เกลือและเครื่องปรุงรสเค็ม: น้ำปลา ซีอิ๊วขาว ซอสหอยนางรม ซอสปรุงรส
เครื่องปรุงที่ไม่ค่อยเค็ม แต่มีโซเดียม: ผงชูรส (โมโนโซเดียมกลูตาเมต), น้ำจิ้มไก่ (มีโซเดียมราว 385 มก. ต่อ 1 ช้อนโต๊ะ), ซอสพริก, ซอสมะเขือเทศ
อาหารแปรรูปและกึ่งสำเร็จรูป: ซุปก้อน ไส้กรอก แฮม หรือแม้แต่ขนมปังแผ่น
สารเติมแต่งในอาหาร: ผงฟู (โซเดียมไบคาร์บอเนต) ที่ใช้ในเบเกอรี่
อาหารไทยกลุ่มไหนมีโอกาสได้รับโซเดียมสูง

อาหารไทยมีเอกลักษณ์ที่รสชาติจัดจ้านและกลมกล่อม ซึ่งมักมาจากเครื่องปรุงรสที่แฝงโซเดียมไว้ กลุ่มอาหารที่ควรระวังได้แก่
อาหารที่มีน้ำซุป: ก๋วยเตี๋ยว แกงจืด ต้มยำ สุกี้ (เคล็ดลับที่ง่ายที่สุดคือ ซดน้ำซุปให้น้อยลง)
อาหารหมักดองและตากแห้ง: ปลาร้า ปลาเค็ม กุ้งแห้ง ไข่เค็ม ผักกาดดอง
น้ำพริกและเครื่องจิ้ม: น้ำพริกกะปิ แจ่ว น้ำจิ้มซีฟู้ด
อาหารสำเร็จรูป: บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 1 ซอง อาจมีโซเดียมสูงถึง 1,500 มก. และโจ๊กกึ่งสำเร็จรูปอาจมีสูงถึง 1,120 มก. ต่อถ้วย
ส้มตำ: จากการสำรวจของสถาบันอาหารในปี 2564 พบว่า ส้มตำปูปลาร้า 100 กรัม มีโซเดียมสูงถึง 702–1,622 มก. การกินเพียงหนึ่งจานอาจทำให้ได้รับโซเดียมเกือบถึงเพดานของทั้งวัน
เครื่องปรุงแต่ละมื้อสะสมเป็นโซเดียมต่อวันได้อย่างไร ?
เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจน ลองดูตัวอย่างการสะสมปริมาณโซเดียมในอาหารไทยต่อวัน จากเป้าหมายสูงสุดที่ไม่ควรเกิน 2,000 มิลลิกรัม/วัน
มื้อเช้า: เริ่มต้นวันด้วยโจ๊กหมูใส่ไข่ ซึ่งให้โซเดียมประมาณ 700 มิลลิกรัม
มื้อกลางวัน: ทานกะเพราหมูสับไข่ดาว มีโซเดียมราว 1,200 มิลลิกรัม และหากเหยาะน้ำปลาพริกเพิ่มเข้าไป จะบวกโซเดียมเพิ่มอีกประมาณ 300 มิลลิกรัม
ของว่างบ่าย: ขนมไทยหรือชาไทย มีโซเดียมแฝงอยู่ราว 150 มิลลิกรัม
มื้อเย็น: จบวันด้วยต้มยำกุ้งและส้มตำ ซึ่งเป็นเมนูรสจัด ให้โซเดียมสูงถึง 1,800 มิลลิกรัม
เมื่อรวมปริมาณโซเดียมทั้งวัน จะพุ่งสูงถึง 3,850 มิลลิกรัม ซึ่งเกินเกณฑ์ที่ร่างกายควรได้รับเกือบ 2 เท่า!
จำง่าย ๆ คือ โควตา 2,000 มิลลิกรัม เทียบเท่ากับการใช้น้ำปลาสูตรปกติเพียง 1.5 ช้อนโต๊ะสำหรับทั้งวัน (น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ มีโซเดียมประมาณ 1,300 มก.) หากต้องการคุมโซเดียมให้อยู่ในเกณฑ์ การเลือกใช้ เครื่องปรุงลดโซเดียม ที่เป็นซอสอเนกประสงค์ขวดเดียวจบ จึงเป็นตัวช่วยที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้ดีเยี่ยม
วิธีเริ่มติดตามโซเดียมโดยไม่ต้องชั่งอาหารทุกอย่าง
คุณไม่จำเป็นต้องมีตาชั่งดิจิทัลเพื่อคุมโซเดียม แค่ใช้เทคนิคง่าย ๆ เหล่านี้
นับเป็นช้อน ไม่ใช่มิลลิกรัม: จดจำโควตาของเครื่องปรุงรสสูตรปกติ ว่าไม่ควรใช้เกิน 1-2 ช้อนโต๊ะต่อวัน
อ่านฉลากเฉพาะของที่ซื้อซ้ำบ่อย: ไม่ต้องพลิกอ่านทุกชิ้นในร้าน เลือกอ่านแค่ซอสหรืออาหารสำเร็จรูป 5 อย่างที่คุณมีติดบ้านเสมอ
ดู % ต่อวันบนฉลาก: พยายามตั้งเป้าให้ผลรวมของโซเดียมจากอาหารสำเร็จรูปทั้งวันไม่เกิน 100%
ทดลองจดบันทึก 1 สัปดาห์: จดเฉพาะเครื่องปรุงที่คุณตักเติมเองและอาหารกึ่งสำเร็จรูป เพื่อให้เห็น "แนวโน้ม" ว่าคุณรับโซเดียมจากไหนมากที่สุด
ผู้ที่มีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์เรื่องเป้าหมายส่วนบุคคลอย่างไร
สำหรับผู้ป่วยโรคไต ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือหญิงตั้งครรภ์ เป้าหมาย ควรกินโซเดียมวันละเท่าไหร่ อาจแตกต่างจากคนทั่วไปและไม่ควรตั้งเป้าหมายเอง เพราะการที่โซเดียมต่ำเกินไปก็อาจทำให้เกิดภาวะโซเดียมในเลือดต่ำ ซึ่งอันตรายเช่นกัน ควรปรึกษาแพทย์โดยใช้คำถามเหล่านี้
เป้าหมายปริมาณโซเดียมต่อวันของฉันคือเท่าไร?
ใช้เกลือทดแทนหรือเครื่องปรุงที่มีโพแทสเซียมได้ไหม ?
ยารักษาโรคที่ฉันทานอยู่ มีผลต่อการขับโซเดียมหรือโพแทสเซียมของร่างกายหรือไม่ ?
สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรกินโซเดียมอย่างพอดี ซึ่งปริมาณที่ได้รับแต่ละวัน ของแต่ละคนย่อมไม่เท่ากัน ดังนั้น ควรปรึกษาแพทย์ให้ชัดเจน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: 1 ช้อนชาเกลือมีโซเดียมเท่าไร?
A: เกลือป่น 1 ช้อนชา (ประมาณ 5 กรัม) มีโซเดียมประมาณ 2,000 มิลลิกรัม ซึ่งเท่ากับเพดานสูงสุดที่ผู้ใหญ่ควรได้รับใน 1 วันพอดี
Q: เด็กควรกินโซเดียมวันละเท่าไร?
A: ขึ้นอยู่กับช่วงวัยและพลังงานที่ต้องการ โดยทั่วไปเด็กอายุ 1-3 ปี ไม่ควรเกิน 800 มก./วัน, 4-8 ปี ไม่ควรเกิน 1,200 มก./วัน และ 9-13 ปี ไม่ควรเกิน 1,500 มก./วัน
Q: กินโซเดียมน้อยเกินไปอันตรายไหม?
A: อันตรายแน่นอน โซเดียมทำหน้าที่คุมสมดุลน้ำ หากน้อยเกินไปอาจทำให้เกิดภาวะโซเดียมในเลือดต่ำ มีอาการอ่อนเพลีย สับสน หรือกล้ามเนื้อกระตุก แต่ภาวะนี้พบได้ยากในคนทั่วไปที่รับประทานอาหารตามปกติ มักพบในผู้ป่วยหรือผู้ที่ใช้ยาบางชนิด
Q: ออกกำลังกายเหงื่อออกมาก ต้องกินโซเดียมเพิ่มไหม?
A: หากออกกำลังกายทั่วไป 30-60 นาที ร่างกายจะสูญเสียโซเดียมไม่มาก อาหารมื้อปกติเพียงพอต่อการทดแทนแล้ว แต่หากเป็นนักกีฬาที่ออกกำลังกายหนักต่อเนื่องเกิน 2 ชั่วโมง หรือเสียเหงื่อมาก อาจต้องพิจารณาเครื่องดื่มเกลือแร่เพื่อชดเชยโซเดียมที่เสียไป
การลดโซเดียมไม่จำเป็นต้องแลกกับอาหารที่จืดชืดไร้รสชาติ คิชชี่ซอส Kitchi Sauce เกิดมาเพื่อเป็นเพื่อนในครัวที่รู้ใจคนรักสุขภาพ ด้วยแนวคิด ซอสเดียวปรุงครบ ไม่ต้องปรุงเพิ่ม ทำให้ควบคุมโซเดียมจากเครื่องปรุงรสต่อมื้อได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
BLOG & NEWS



